ในปี 2025 ตลาด “สกินแคร์และเดย์ครีม” กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง จากเทรนด์ผู้บริโภคที่หันมาให้ความสำคัญกับ “สุขภาพผิวที่แท้จริง” มากกว่าความขาวแบบฉาบฉวย ทำให้เจ้าของแบรนด์หน้าใหม่หลายรายเริ่มมองหาแนวทางการผลิต “เดย์ครีม” ที่ตอบโจทย์ทั้งด้าน ส่วนผสมที่ปลอดภัย, ผลลัพธ์ที่พิสูจน์ได้, และ ภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือในสายตาผู้บริโภคยุคใหม่
แต่เมื่อเริ่มวางแผนสร้างแบรนด์ สิ่งที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มักถามคือ
“ทำเดย์ครีมสายธรรมชาติ (Natural / Clean Beauty) หรือสายเวชสำอาง (Cosmeceutical) ดีกว่ากัน?”
คำตอบไม่ได้อยู่ที่ “อันไหนดีกว่า”
แต่อยู่ที่ “อันไหนเหมาะกับกลุ่มลูกค้าของคุณมากกว่า”
บทความนี้ iBio จะพาคุณเจาะลึกในทุกประเด็น ไขทุกข้อสงสัย เกี่ยวกับการสร้างแบรนด์เดย์ครีมทั้งสายธรรมชาติและเวชสำอาง ตั้งแต่แนวโน้มตลาดปี 2025–2026, จุดแข็ง–จุดอ่อนของแต่ละสาย, ไปจนถึงแนวทางสร้างแบรนด์และการทำการตลาด เพื่อให้คุณสามารถเลือกทิศทางที่ “ตอบโจทย์ธุรกิจ” ของคุณได้แม่นยำที่สุดสำหรับเจ้าของแบรนด์มือใหม่ที่อยากเริ่มต้นสร้างแบรนด์เดย์ครีมของตัวเอง
☀️ ทำความรู้จักกับ “เดย์ครีม”

เดย์ครีม (Day Cream) คือครีมบำรุงผิวหน้าที่ใช้ในช่วงเช้า เพื่อช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด มลภาวะ และฟื้นฟูผิวให้พร้อมรับวันใหม่ โดยปกติจะมีคุณสมบัติหลัก 3 ประการคือ
- เติมความชุ่มชื้น (Moisturizing): ป้องกันผิวแห้งกร้านจากแสงแดดและอากาศ
- ปกป้องผิว (Protection): มีสารกันแดด (SPF/PA) หรือสารต้านอนุมูลอิสระ
- บำรุงเฉพาะทาง (Treatment): เช่น ลดรอยดำ, ลดริ้วรอย, กระชับรูขุมขน
โดยเฉพาะในยุคที่คนทำงานหน้าคอมตลอดวันหรืออยู่ในเมืองใหญ่ เดย์ครีมได้กลายเป็น “ผลิตภัณฑ์หลัก” ที่แทบทุกคนใช้ทุกเช้า
ปัจจุบันตลาดเดย์ครีมไม่ได้จำกัดแค่ “ผู้หญิง” อีกต่อไป
แต่ยังรวมถึงกลุ่ม ผู้ชาย (Men’s Skincare) และ วัยรุ่น–วัยทำงานตอนต้น ที่เริ่มหันมาดูแลผิวตั้งแต่อายุยังน้อย
📊 ภาพรวมตลาดเดย์ครีมปี 2025–2026
1. มูลค่าตลาดและการเติบโต
จากข้อมูลของ Euromonitor และ Mintel รายงานว่า
ตลาดสกินแคร์ทั่วโลกในปี 2025 มีมูลค่ามากกว่า 180 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
โดยเฉพาะหมวด เดย์ครีมและมอยส์เจอร์ไรเซอร์ ครองสัดส่วนกว่า 30% ของตลาดรวม
ในประเทศไทย ตลาดสกินแคร์ยังเติบโตเฉลี่ย 8–10% ต่อปี
โดยกลุ่ม “ผลิตภัณฑ์เพื่อผิวหน้า” ยังเป็นหมวดที่เติบโตเร็วที่สุด
และแบรนด์เดย์ครีมที่มียอดขายดีจะเน้น “ความแตกต่างด้านส่วนผสมและคอนเซ็ปต์”
2. เทรนด์ผู้บริโภคสาย Clean Beauty / Derma Skincare
- Clean Beauty & Sustainability:
ผู้บริโภคต้องการผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัย ไม่มีสารเคมีรุนแรง เช่น พาราเบน แอลกอฮอล์ น้ำหอม
และให้ความสำคัญกับ ความโปร่งใสของส่วนผสม (Ingredient Transparency) - Derma Skincare:
อีกด้านหนึ่ง ผู้บริโภคอีกกลุ่มหันมาใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการทดสอบทางการแพทย์ หรือได้รับคำแนะนำจากแพทย์ผิวหนัง โดยเน้นผลลัพธ์ชัดเจน เช่น ลดสิว รอยแดง หรือปัญหาผิวเรื้อรัง
3. กลุ่มลูกค้าที่เติบโตเร็ว
- Sensitive Skin:
ข้อมูลจาก Mintel ระบุว่าผู้บริโภคในไทยกว่า 52% นิยามว่าตัวเองมี “ผิวแพ้ง่าย” และในระดับเอเชีย (APAC) ตัวเลขนี้สูงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากการเผชิญกับมลภาวะ PM 2.5 และการใช้สกินแคร์ที่เข้มข้นเกินไป (Over-exfoliation) ทำให้เดย์ครีมสายธรรมชาติได้รับความนิยมสูง - Acne Care & Barrier Repair:
คำว่า “Skin Barrier” กลายเป็น Keyword สำคัญในปี 2025 โดยผู้บริโภคหันมาสนใจการซ่อมแซมผิวหลังจากเป็นสิว หรือการปกป้องผิวจากฝุ่นควัน เดย์ครีมที่เน้นฟื้นฟูเกราะป้องกันผิวจากมลภาวะและสกินแคร์แรง ๆ จึงกลายเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็ว - Anti-Aging & Functional Beauty:
กลุ่มอายุ 30–45 ปี ซึ่งกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและมีพฤติกรรมข้อมูลส่วนผสมก่อนซื้อ ต้องการเดย์ครีมที่มีสารออกฤทธิ์ (Active Ingredients) ที่เห็นผลจริง เช่น Niacinamide, Peptide, Ceramide, Vitamin C, Retinol
4. พฤติกรรมค้นหาใน Google / AI Search
ในปี 2025 คำค้นหายอดนิยมเกี่ยวกับ “เดย์ครีม” ได้แก่
- “ครีมบำรุงผิวหน้าเช้า ยี่ห้อไหนดี”
- “เดย์ครีมสายธรรมชาติ ปลอดภัย”
- “ครีมลดริ้วรอยสำหรับผิวแพ้ง่าย”
- “ครีมหมอ แพทย์ผิวหนังแนะนำ”
- “เดย์ครีมเวชสำอาง รีวิวจริง”
และในระบบ AI Search / Voice Search (เช่น Google Gemini, Bing Copilot)
ผู้ใช้มักถามแบบเจาะจง เช่น
- “เดย์ครีมสำหรับผิวมันที่ไม่อุดตันมีตัวไหนดี?”
- “อยากสร้างแบรนด์ครีมแนว clean beauty ต้องใช้ทุนเท่าไหร่?”
ซึ่งสะท้อนว่า เนื้อหาที่ตอบโจทย์ AI Search ต้องให้คำตอบที่ละเอียด มีข้อมูลอ้างอิง และเชื่อถือได้
🌱 เดย์ครีมสายธรรมชาติ (Natural / Clean Beauty) คืออะไร?
“เดย์ครีมสายธรรมชาติ” คือครีมบำรุงที่เน้นใช้ สารสกัดจากธรรมชาติ (Natural Extracts) หรือวัตถุดิบจากพืช เช่น ดอกไม้ สมุนไพร น้ำมันธรรมชาติ โดยหลีกเลี่ยงสารเคมีที่อาจก่อการระคายเคือง เช่น พาราเบน สีสังเคราะห์ หรือซิลิโคน
แนวคิดสำคัญคือ “ผิวสวยอย่างปลอดภัยและยั่งยืน”
เหมาะสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการภาพลักษณ์แบรนด์เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และเน้นความรู้สึก “คลีน โปร่งใส”

🌿 จุดเด่นของเดย์ครีมสายธรรมชาติ
- ✅ ปลอดภัยต่อผิวแพ้ง่าย: ไม่มีสารเคมีรุนแรง
- ✅ สื่อสารได้ง่าย: ผู้บริโภคเข้าใจว่า “ธรรมชาติ = ปลอดภัย”
- ✅ เพิ่มคุณค่าเชิงจิตใจ: ลูกค้ารู้สึกดีที่ใช้ของจากธรรมชาติ
- ✅ ภาพลักษณ์แบรนด์ดี: เหมาะกับแนวคิด Green / Eco / Organic
- ✅ เหมาะกับตลาดวัยรุ่นและวัยเริ่มทำงาน: ชอบแบรนด์ที่มีความเรียบง่ายแต่จริงใจ
⚠️ ข้อจำกัดของเดย์ครีมสายธรรมชาติ
- ❌ ผลลัพธ์ช้า: สารสกัดธรรมชาติมักให้ผลแบบค่อยเป็นค่อยไป
- ❌ อายุผลิตภัณฑ์สั้นกว่า: ต้องควบคุมการเก็บรักษาอย่างดี
- ❌ ต้นทุนสูง: หากใช้สารสกัดนำเข้าคุณภาพสูง เช่น น้ำมันสกัดเย็น หรือพืช Organic Certified
- ❌ ต้องผ่านการทดสอบความคงตัว (Stability Test) อย่างเข้มงวด
🔬 เดย์ครีมสายเวชสำอาง (Cosmeceutical) คืออะไร?
“เวชสำอาง (Cosmeceutical)” คือการผสมผสานระหว่าง เครื่องสำอาง (Cosmetic) กับ ยา (Pharmaceutical)
จุดเด่นคือมีส่วนผสมของ สารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ (Active Ingredients) ที่ผ่านการวิจัยและรับรองทางวิทยาศาสตร์ เช่น Niacinamide, Retinol, AHA/BHA, Ceramide, Peptide, หรือสารสกัดจากห้องแลป โดยมักผ่านการทดสอบทางคลินิก (Clinical Tested) และเป็นที่แนะนำโดยแพทย์ผิวหนัง

⚗️ จุดเด่นของเดย์ครีมสายเวชสำอาง
- ✅ เห็นผลชัดเจนในเวลาอันสั้น: มี Active ที่ออกฤทธิ์ได้จริง
- ✅ เหมาะกับผิวที่มีปัญหา: เช่น สิว ฝ้า จุดด่างดำ
- ✅ น่าเชื่อถือสูง: หากผลิตภายใต้มาตรฐาน GMP / ISO หรือมี “คำแนะนำจากแพทย์ผิวหนัง”
- ✅ สามารถใช้ข้อมูลวิทยาศาสตร์สร้างแบรนด์ได้ (Evidence-Based Marketing)
- ✅ เหมาะกับกลุ่มผู้บริโภควัย 25 ปีขึ้นไป ที่เริ่มสนใจผลลัพธ์จริงมากกว่ากลิ่นหรือความรู้สึก
⚠️ ข้อจำกัดของเดย์ครีมสายเวชสำอาง
- ❌ เสี่ยงต่อการระคายเคือง: หาก Active มีความเข้มข้นสูง
- ❌ ต้องทดสอบมาก: ทั้ง Dermatologically Tested, Patch Test, Stability
- ❌ ต้นทุนต่อสูตรสูงกว่า: เพราะต้องใช้สารบริสุทธิ์คุณภาพสูง
- ❌ ภาพลักษณ์อาจดูไม่อบอุ่น: เหมาะกับโทนแบรนด์ทางการ หรือสายคลินิก
📋 ตารางเปรียบเทียบเดย์ครีมสายธรรมชาติ vs สายเวชสำอาง
| ประเด็น | เดย์ครีมสายธรรมชาติ (Natural / Clean Beauty) | เดย์ครีมสายเวชสำอาง (Cosmeceutical) |
|---|---|---|
| แนวคิดแบรนด์ | ผิวสวยปลอดภัยจากธรรมชาติ | ฟื้นฟูและรักษาผิวเชิงวิทยาศาสตร์ |
| สารสำคัญหลัก | สารสกัดจากพืช ดอกไม้ สมุนไพร | Active Ingredients จากห้องแลป |
| ผลลัพธ์ | ค่อยเป็นค่อยไป | เห็นผลชัดเจน |
| ความเสี่ยงแพ้ | ต่ำ | ปานกลางถึงสูง (ต้องทดสอบก่อนใช้) |
| ภาพลักษณ์แบรนด์ | อบอุ่น คลีน มินิมอล | มืออาชีพ ทางการ แพทย์ผิวหนัง |
| ต้นทุนสูตรต่อหน่วย | ปานกลางถึงสูง (ขึ้นกับสารสกัด) | สูง (ขึ้นกับ Active และการทดสอบ) |
| กลุ่มเป้าหมายหลัก | วัยรุ่น–วัยทำงาน / ผิวแพ้ง่าย | วัยทำงาน–ผู้ใหญ่ / ผิวมีปัญหา |
| จุดขายหลัก | ปลอดภัย ไม่ระคายเคือง | เห็นผลจริง ผ่านการวิจัย |
| ความยากในการผลิต | ปานกลาง | สูง |
| แนวทางตลาด | Storytelling / Lifestyle | Clinical / Expert / Dermatologist |
💡 ควรเลือกสร้างแบรนด์เดย์ครีมแบบไหนให้เหมาะกับคุณ?
การเลือกแนวทางสร้างแบรนด์ “เดย์ครีม” ให้ถูกทิศทาง ถือเป็นหัวใจสำคัญของการเริ่มต้นธุรกิจสกินแคร์ เพราะแม้ทั้งสายธรรมชาติและสายเวชสำอางจะเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเหมือนกัน แต่ จุดยืนของแบรนด์ (Brand Positioning), ภาพลักษณ์ (Brand Image) และ กลุ่มเป้าหมาย (Target Audience) กลับแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
ก่อนตัดสินใจ เจ้าของแบรนด์ควรถามตัวเองให้ชัดเจนว่า “อยากให้ลูกค้ารู้จักแบรนด์เราแบบไหน” — เป็นแบรนด์แนวธรรมชาติที่สื่อถึงความอบอุ่น ปลอดภัย และเข้าถึงง่าย หรือจะไปทางแบรนด์เวชสำอางที่ดูน่าเชื่อถือ เน้นผลลัพธ์จริง และมีภาพลักษณ์ทางการมากกว่า
ตัวอย่างแนวทางสร้างแบรนด์เดย์ครีมที่เหมาะกับแต่ละเป้าหมายธุรกิจ
| เป้าหมายธุรกิจ | แนวทางที่เหมาะสม |
|---|---|
| ต้องการแบรนด์ภาพลักษณ์ “คลีน นุ่มนวล เน้นธรรมชาติ” | เลือกสาย Natural / Clean Beauty |
| ต้องการเจาะตลาดคลินิก ร้านหมอ หรือรีวิวผลลัพธ์จริง | เลือกสาย Cosmeceutical |
| ต้องการทำตลาดผ่าน KOL / Influencer / Lifestyle | Natural จะตอบโจทย์มากกว่า |
| ต้องการขยายสู่ตลาดต่างประเทศ เช่น เวียดนาม / มาเลเซีย | Cosmeceutical จะมีมาตรฐานส่งออกชัดเจนกว่า |
| มีงบเริ่มต้นจำกัด อยากทดสอบตลาดก่อน | เริ่มจากสาย Natural เพราะลงทุนต่ำกว่า |
| ต้องการสร้างความแตกต่างด้วยสาร Active และผลลัพธ์จริง | ไปทางสาย Cosmeceutical ที่มีสารออกฤทธิ์เฉพาะ |
| ต้องการแบรนด์ที่สื่อถึงความปลอดภัย เหมาะกับผิวแพ้ง่าย | สาย Natural / Clean Beauty เหมาะที่สุด |
| เน้นรีวิวก่อน–หลัง ใช้ข้อมูลวิทยาศาสตร์สร้างความเชื่อถือ | เหมาะกับสาย Cosmeceutical |
สรุปสั้น ๆ:
ถ้าคุณต้องการสร้างแบรนด์ที่เข้าถึงง่าย ปลอดภัย และขายได้เร็วในตลาดออนไลน์ “สายธรรมชาติ” คือจุดเริ่มต้นที่ดี
แต่ถ้าคุณต้องการแบรนด์ที่ยั่งยืนระยะยาว มีความน่าเชื่อถือ และสามารถขยายสู่กลุ่มคลินิกหรือสกินแคร์ระดับพรีเมียม “สายเวชสำอาง” คือคำตอบที่เหมาะสมกว่าในระยะยาว
📈 กลยุทธ์การทำการตลาดที่ต่างกันของแต่ละสาย
🌿 สายธรรมชาติ (Natural / Clean Beauty)
- เน้นภาพลักษณ์ อบอุ่น เรียบง่าย โปร่งใส
- ใช้ Storytelling เช่น “จากฟาร์มสู่ผิวคุณ”
- ทำ Content แนว รีวิวชีวิตประจำวัน / Lifestyle / Self-care
- ใช้ Influencer สาย Healthy หรือสายธรรมชาติ
- จุดขายหลัก: ปลอดภัย เหมาะกับทุกสภาพผิว
🔬 สายเวชสำอาง (Cosmeceutical)
- ใช้กลยุทธ์ ผลลัพธ์ชัดเจน
- โฟกัสคำว่า “ผ่านการทดสอบทางคลินิก” หรือ “แนะนำโดยแพทย์ผิวหนัง”
- ทำ Content แนวให้ความรู้ เช่น “Active ตัวนี้ทำงานยังไง?”
- ใช้รีวิวจากแพทย์หรือคลินิกผิวหนังจริง
- จุดขายหลัก: วิทยาศาสตร์รับรอง เห็นผลจริง
❓ คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
A: เดย์ครีมคือครีมบำรุงที่ใช้ในช่วงเช้า เพื่อช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด มลภาวะ และรังสี UV ขณะทำกิจกรรมระหว่างวัน ส่วนไนท์ครีมใช้ในเวลากลางคืน เพื่อฟื้นฟูและบำรุงผิวในช่วงที่ร่างกายพักผ่อน
A: ควรเริ่มจากการกำหนดคอนเซ็ปต์และจุดยืนของแบรนด์ เลือกกลุ่มลูกค้าเป้าหมายให้ชัดเจน จากนั้นร่วมพัฒนาสูตรกับโรงงานที่มีมาตรฐานการผลิตและทีมวิจัยที่เชี่ยวชาญ
A: เหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย หรือผู้ที่ต้องการผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยจากสารเคมีรุนแรง เช่น พาราเบน แอลกอฮอล์ และน้ำหอมสังเคราะห์ รวมถึงผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม
A: ต้องขออนุญาต อย. เช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางทั่วไป แต่ต้องมีรายละเอียดส่วนผสม Active ชัดเจน และผ่านการทดสอบคุณภาพตามมาตรฐานที่เข้มงวดกว่า
A: ได้ โรงงานรับผลิตหลายแห่ง (เช่น iBio) มีบริการผลิตขั้นต่ำเริ่มต้นเพียง 500 ชิ้น พร้อมดูแลครบทุกขั้นตอน ตั้งแต่พัฒนาสูตร ออกแบบแพ็กเกจ ไปจนถึงยื่นจด อย.
A: หากต้องการยื่นจด อย. ในนามบริษัท จำเป็นต้องมีการจดทะเบียนนิติบุคคล แต่สำหรับผู้ที่เริ่มต้นในนามบุคคลธรรมดา บางรูปแบบสามารถดำเนินการได้เช่นกัน
A: หากเน้นตลาดออนไลน์กว้างหรือกลุ่มวัยรุ่น เดย์ครีมสายธรรมชาติจะทำตลาดได้ง่ายกว่า แต่หากต้องการสร้างมูลค่าแบรนด์ในระยะยาวและเน้นผลลัพธ์จริง สายเวชสำอางจะเหมาะสมกว่า
A: โดยเฉลี่ยใช้เวลาประมาณ 2–4 เดือน ขึ้นอยู่กับขั้นตอนการพัฒนาสูตร การออกแบบบรรจุภัณฑ์ และกระบวนการขอ อย.
A: สามารถใช้สูตรมาตรฐานจากโรงงานได้เลย หรือปรับสูตรเฉพาะให้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์ โดยมีทีมวิจัยของโรงงานช่วยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด
A: โดยทั่วไปใช้งบเริ่มต้นตั้งแต่ประมาณ 50,000–150,000 บาท ขึ้นอยู่กับประเภทสูตร (ธรรมชาติหรือเวชสำอาง), ปริมาณการผลิต และรูปแบบบรรจุภัณฑ์ที่เลือก
🧾 สรุป: สร้างแบรนด์เดย์ครีมอย่างไรให้ตอบโจทย์ตลาดปี 2025–2026
การสร้างแบรนด์ “เดย์ครีม” ในยุค 2025 ไม่ใช่เพียงการเลือกสูตรที่ดี แต่คือ “การเลือกแนวทางที่ตรงกับกลุ่มลูกค้าและตัวตนของแบรนด์” มากที่สุด
- ถ้าคุณต้องการแบรนด์ที่สื่อถึงความอ่อนโยน ปลอดภัย โปร่งใส เหมาะกับคนรุ่นใหม่ที่รักสุขภาพผิว
“สายธรรมชาติ (Natural / Clean Beauty)” คือคำตอบ - แต่ถ้าคุณต้องการเน้นผลลัพธ์เชิงวิทยาศาสตร์ เห็นผลจริง มีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่มีปัญหาผิวชัดเจน เช่น สิว ฝ้า รอยดำ หรือริ้วรอย
“สายเวชสำอาง (Cosmeceutical)” คือทางเลือกที่เหมาะกว่า
สุดท้ายแล้ว “ความสำเร็จของแบรนด์” ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสายที่เลือกเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ
✅ ความเข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้ง
✅ การเลือกโรงงานผลิตที่มีคุณภาพและจรรยาบรรณ
✅ กลยุทธ์การตลาดที่สอดคล้องกับภาพลักษณ์แบรนด์
✅ การสร้างความน่าเชื่อถือของแบรนด์
หากคุณกำลังมองหาแนวทางสร้างแบรนด์เดย์ครีม ไม่ว่าจะเป็นแนว ธรรมชาติ หรือ เวชสำอาง
อย่าลืมเริ่มจาก “วางจุดยืนของแบรนด์ให้ชัด” แล้วค่อยเลือกสูตรและกลยุทธ์ที่เหมาะสม
เพราะในตลาดที่มีการแข่งขันสูง ความแตกต่างที่แท้จริง…คือ “ความเข้าใจในผิวและหัวใจของลูกค้า”
เริ่มต้นสร้างแบรนด์เดย์ครีมกับ iBio วันนี้!
ผลิตสูตรเฉพาะของคุณกับ โรงงานรับผลิตเครื่องสำอาง มาตรฐาน GMP พร้อมทีมวิจัยมืออาชีพ
ให้คำปรึกษาฟรี ครบทุกขั้นตอนตั้งแต่พัฒนาสูตร จดอย. ออกแบบแบรนด์
เริ่มต้นง่าย ปลอดภัย มั่นใจคุณภาพทุกชิ้น
📞 ติดต่อ iBio เพื่อเริ่มสร้างแบรนด์ของคุณวันนี้! โทรเลย 02-713-8989 หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ รับผลิตเดย์ครีม oem



